สารพันภาษาไทย : สระ “ไ” สระ “ใ”

(1/2) > >>

ธีร์:
[]สารพันภาษาไทย  :  สระ “ไ”  สระ “ใ”[/]

.....คุณผู้อ่านเคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าภาษาไทยที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนี้มีอะไรแปลกๆ มากมาย ผู้เขียนตั้งสมมติฐานว่าตัวอักษรไทยทุกตัวล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น ดังนั้นจึงได้ค้นคว้าหาคำตอบมาเล่าสู่กันฟัง

.....ในครั้งนี้จะขอพาท่านผู้อ่านไปสืบค้นหาความหมายของ สระ “ไ” กับ “ใ” คำว่า “ไม้ม้วน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า “เครื่องหมายสระ รูปดังนี้ ใ”  และ “ไม้มลาย” ให้ความหมายว่า “เครื่องหมายสระ รูปดังนี้ ไ”  สรุปว่าไม่อาจทราบได้อยู่ดีว่า แปลว่าอะไร นอกจากแสดงให้เห็นถึงรูปสระว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรเท่านั้น เมื่อลองหาความหมายจากคำว่า “ม้วน” พบว่า พจนานุกรมฯ ให้ความหมายว่า “ก. หมุนพันเข้าไปให้มีลักษณะกลมอย่างรูปทรงกระบอก.” ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ไม้ม้วน น่าจะแปลว่าเครื่องหมายสระที่เขียนให้หมุนพันเข้าไปให้มีลักษณะกลมอย่างรูปทรงกระบอก ตามรูป “ใ”

.....ต่อไปลองหาความหมายของคำว่า “มลาย” พบว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า “ก. แตก, ตาย, ทำลาย.” จึงเป็นที่กังขาว่า ไม้มลาย จะแปลว่า ไม้ตาย กระนั้นหรือ

.....ท่านอาจารย์ประเสริฐ ณ นคร กล่าวว่าโบราณมีคำควบกล้ำมากกว่าปัจจุบัน เช่น ม กับ ล จารึกหลักที่ ๒ ใช้ ฟ้าแมลบ ปัจจุบันภาคกลางใช้ แลบ ล้านนา ใช้ แมบ ในทำนองเดียวกันนี้ มีคำ มลื่น-ลื่น-มื่น มล้าง-ล้าง-ม้าง เราอาจจะแปลไม้มลายไม่ออกแล้ว แต่ไทยล้านนาใช้ มาย แปลว่า คลายออก ฉะนั้นไม้ม้วนเขียนปลายม้วนเข้า ไม้มลายเขียนปลายคลายออกไป คำว่า มลาก แปลว่า ดี เช่น ยินมลาก ฉะนั้น ผู้ลากมากดี แปลว่า ผู้ดีดีดี นั่นเอง๑

.....อาจสรุปได้ว่า ไม้ม้วน หมายถึงเครื่องหมายสระที่เขียนให้หมุนพันเข้าไปให้มีลักษณะกลมอย่างรูปทรงกระบอก ตามรูป “ใ” และ ไม้มลาย หมายถึงเครื่องหมายสระที่เขียนให้ปลายคลายออกไป ตามรูป “ไ” แต่ผู้เขียนยังสงสัยต่อไปอีกว่าเหตุใดจึงต้องใช้สระไอถึงสองตัวในภาษาไทยในเมื่อออกเสียงเดียวกัน ทำไมไม่ใช้ตัวใดตัวหนึ่งซึ่งก็น่าจะเพียงพอ จะกำหนดให้ยุ่งยากไปทำไม ในภาษาไทยมีสระ “ใ” เพียง ๒๐ คำเท่านั้น ซึ่งเขียนเป็นกาพย์ยานีดังนี้

.....ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่  ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ  มิหลงใหลใครขอดู
จักใคร่ลงเรือใบ  ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้  มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง  ยี่สิบม้วนจำจงดี

.....ศ. ดร. คุณบรรจบ พันธุเมธา กล่าวว่า [] ใ- ไม้ม้วน[/] ใช้เขียนหน้าพยัญชนะแทนเสียง ไอ แต่มีแปลกกว่า ไอ อื่นๆ ก็คือ กำหนดไว้สำหรับเขียนคำเพียง ๒๐ คำ เท่านั้น คือคำ ใจ ใช่ ใช้ สะใภ้ ใบ้ ใน ใหม่ ใฝ่ ใส ใส่ ให้ ใหล ใบ ใย ใคร ใคร่ ใต้ ใหญ่ ใด ใกล้ ถ้าเทียบกับภาษาไทยถิ่นต่างๆ มีไทยใหญ่ ภาษาในเครือไทยใหญ่ ภาษาไทยขาว ไทยดำ จะเห็นว่าคำดังกล่าวไม่ได้ออกเสียงไอ แต่ออกเสียง อา+อื ซึ่งไม่มีในระบบเสียงปัจจุบันของไทย จึงน่าเชื่อว่าโบราณาจารย์ท่านกำหนดรูปเขียนไว้เช่นนี้เพื่อเป็นเครื่องกำหนดให้รู้ว่าออกเสียงต่างกับคำที่มีไม้มลาย นับได้ว่ารักษารูปนี้ไว้เพื่อประวัติทางการออกเสียงเท่านั้น หาใช่เพราะเสียงสั้นยาวต่างกันไม่๒   [] เรื่องเสียง เออ-[/]อ ตามธรรมดาภาษาไทยคำตี่ไม่มีสระผสม สระเอีย กลายเป็น เอ เช่น เลี้ยง เป็น เหล่ง สระอัว เป็น โอ หรือ อู เช่น มัว เป็น โม่ (บางที่ฟังเป็นมู่) สระเอือ เป็น อือ เช่น เมือง เป็น มื่ง  มีแปลกก็คือเสียง เออ-อ นี้ เสียงคล้ายจะเป็นสระผสม อา กับ อี ซึ่งถ้าจะใช้เออ อย่างของเราก็ยังมีส่วนแตกต่างกันอยู่มาก จึงขอใช้ เออ-อ แทน เพราะเป็นเสียงที่ใกล้เคียงที่สุด และน่าสังเกตก็คือคำที่ออกเสียงเออ-อ นี้ มักตรงกับคำที่สะกดด้วยใอไม้ม้วนในภาษาของเรา เช่น  ใจ = เจ่อ-อ  ให้ = เห่อ-อ  ใคร่ = เข่อ-อ  ใส่ = เซ้อ-อ  ใกล้ = เก่อ-อ  ใหม่ = เม้อ-อ  สะใภ้ = หลุกเป้อ-อ  ฯลฯ   แม้จะไม่ครบทั้ง ๒๐ คำ โดยเฉพาะ ใฝ่ กับ ใหล ยังไม่พบ ก็ยังช่วยให้ความคิดว่า แต่เดิมคำเหล่านี้คงออกเสียงเป็น เออ-อ เช่นเดียวกัน แต่เสียง เออ-อ นี้ ยากเกินไป เสียงจึงเพี้ยนไปเป็น ไอ แต่เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่คำที่เป็นเสียงใอมาแต่เดิม จึงกำหนดเครื่องหมายไม้ม้วนขึ้นเพื่อให้เห็นความแตกต่างกันได้ชัด๓

.....ผู้เขียนลองเอาทฤษฎีดังกล่าวมาใช้เทียบกับภาษาไทยใหญ่ซึ่งยังคงใช้อยู่ทางภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่ามีคำเหล่านี้อยู่ถึง ๑๔ คำ คือ ใคร = ผะเหลอ-อ  ใจ = เจ๋อ-อ  ใช่ = เจ่อ-อ  ใช้ = เจ้อ-อ  ใด = เหลอ-อ  ใต้ = เต้อ-อ  ใน = เนอ-อ  ใบ = เบ๋อ-อ  ใย= เยอ-อ  สะใภ้ = หลุกเป้อ-อ  ใส = เสอ-อ  ใส่ = เส่อ-อ  ใหญ่ = เหย่อ-อ  ใหม่ = เหม่อ-อ   ส่วนอีก ๖ คำ คือ ใกล้ ใคร่ ใบ้ ใฝ่ ให้ ใหล ออกเสียงไม่ใกล้เคียงทฤษฎีดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งก็คงต้องพยายามศึกษาค้นคว้าในโอกาสต่อไป

.....ทุกอักขระทุกตัวอักษรและทุกถ้อยคำในภาษาไทย ล้วนมีความหมาย มีประวัติ มีที่มาที่ไป เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเจริญของชนชาติไทยในอดีตเมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็หวังว่าคนไทยเราจะใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องตามแบบแผนต่อไป

ธีรนร  นพรส

จากบทความที่ผมเขียนลงในวารสารฉบับหนึ่ง
[/size]

------------------------
๑ประเสริฐ ณ นคร, “ภาษาถิ่นกับศิลาจารึก” ใน วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๑ ม.ค.-มี.ค. ๒๕๔๕, (กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๕), หน้า ๑๘๙.
๒คุณบรรจบ พันธุเมธา, ลักษณะภาษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๐), หน้า ๑๘๗.
๓คุณบรรจบ พันธุเมธา, กาเลหม่านไต, ม.ป.ป., หน้า ๑๒๖.

เจเจ:
โอ้ว....เคยสงใสเหมือนกัน  ครับว่าจะใช้หลายไม้ทำไมมันก็เสียงเดียวกันแต่เค้าใช้กันมาก็ใช้กันต่อไป  - -  ขอบคุนพี่ธีร์ครับ

angel-sana:
พลอยก็สงสัยค่ะ แต่ขี้เกียจหาคำตอบ

พี่ธีเขียนบทความลงวารสารด้วยหรอ

ธีร์:
วารสารแถวๆบ้านครับ  ไม่ใช่วารสารยอดนิยมแต่ประการใด

newlook:
ถึงบางอ้อ เลยคร้าบบ....

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป